เมื่อพิจารณาถึงกลไกตลาดทุนในปัจจุบัน มีประโยคบางประโยคที่ ผู้นำทางการเมืองต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการคลังกำลังเปราะบาง ประโยคที่ว่านั้นคือการแสดงความเพิกเฉยต่อกลไกตลาดทุน ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาในขณะนี้ นักลงทุนทั่วโลกต่างร่วมมือกัน แสดงปฏิกิริยาตอบรับในทิศทางเชิงลบอย่างเห็นได้ชัด ต่อแนวคิดนโยบายที่ขาดความรอบคอบทางเศรษฐกิจ
หากเราต้องการทำความเข้าใจ ของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการหันไปพิจารณา ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาค โดยในสัปดาห์นี้ พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษระยะยาว ปรับตัวขึ้นสู่สถิติใหม่ในรอบหลายทศวรรษ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ สะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่ห่างกันลิบลับ
ในภาษาทางการเงินนั่นหมายความว่า สหราชอาณาจักร จำเป็นต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่า กลุ่มประเทศพันธมิตรในยุโรปอย่างเห็นได้ชัด ในการกู้ยืมเงินจากนักลงทุนสากล นั่นคือกรรมวิธีที่ตลาดส่งสัญญาณว่า นักลงทุนไม่มีความไว้วางใจในนโยบายของรัฐบาล ควบคู่ไปกับค่าเงินปอนด์ เศรษฐกิจมหภาค ร่วงหล่นลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบปี ตอกย้ำความอ่อนแอของระบบการเงินในปัจจุบัน
เหตุใดปัญหานี้ถึง ทำไมถ้อยคำของนักการเมืองเพียงไม่กี่คำ จึงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกได้รวดเร็วเพียงนี้ คำตอบซ่อนอยู่ใน ระบบการคลังสมัยใหม่ ที่แทบทุกรัฐบาล ต้องพึ่งพาเม็ดเงินกู้ยืม สำหรับพัฒนาประเทศและสวัสดิการสังคม ทันทีที่นักการเมือง ส่งสัญญาณว่าจะไม่ยอมเป็นทาสของตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกได้ยินย่อมไม่ใช่เรื่องดี พวกเขาย่อมเลือกที่จะเทขายพันธบัตร และผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ปัจจุบันยอดหนี้สาธารณะของอังกฤษ ที่มียอดรวมมูลค่าหลายล้านล้านปอนด์ ภาระดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว กลายเป็นรายจ่ายหลักที่กัดกินงบพัฒนาประเทศ หากลองคำนวณแยกย่อยออกมา มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ต้องสูญเสียไป โดยที่ไม่ได้ช่วยลดเงินต้นเลยแม้แต่น้อย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดเช่นนี้ นโยบายที่มองข้ามความเป็นจริง ย่อมเป็นชนวนเหตุของการเกิดวิกฤตการเงินได้อย่างง่ายดาย
เหล่านักวิเคราะห์และอาจารย์มหาวิทยาลัย ต่างพากันหยิบยก บทเรียนประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงปี 1976 ที่รัฐบาลพรรคแรงงานในยุคนั้น ต้องยอมจำนนและเดินทางไปขอความช่วยเหลือ จากหน่วยงานสากลและพันธมิตรโลก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นความอับอาย ในมิติด้านความน่าเชื่อถือของประเทศ
สิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงในปัจจุบัน กลับอันตรายยิ่งกว่าเดิมเนื่องจาก
หากผู้นำประเทศยังคงเพิกเฉย การดำเนินนโยบายตามอารมณ์ทางการเมือง ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ
นอกเหนือจากปฏิกิริยาในตลาดตราสารหนี้แล้ว คือความเคลื่อนไหวจากสถาบันการเงิน ที่แสดงความกังวลต่อทิศทางนโยบายรัฐ เช่น โครงการรถไฟและระบบคมนาคม กลับมาเป็นของรัฐบาล ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าเป็นสัญญาณ
สิ่งที่ทุกฝ่ายหวาดหวั่นมากที่สุดในเวลานี้คือ "ปรากฏการณ์สมองไหลและการย้ายฐานทุน" รวมถึงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการเงิน กำลังพิจารณาทางเลือกในการย้ายถิ่นฐาน ไปยังภูมิภาคที่มีความมั่นคงและเอื้อต่อการทำธุรกิจมากกว่า หากโครงสร้างทางภาษีและบรรยากาศทางการเมือง ยังคงเลวร้ายและคาดเดาไม่ได้เช่นนี้
ปรากฏการณ์เศรษฐกิจในสหราชอาณาจักร ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะท้องถิ่นที่ไร้ความเกี่ยวข้องกับภูมิภาคอื่น แต่มันคือกระจกสะท้อนและบทเรียนอันล้ำค่า สำหรับบริหารจัดการความเสี่ยงในยุคปัจจุบัน โดยมี หัวใจสำคัญที่ต้องตระหนักดังนี้:
ในบทสรุปสุดท้ายนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่มิติใหม่ที่ไร้ความปรานี ผู้นำที่เลือกจะปิดตาและเพิกเฉยต่อความจริงทางการเงิน ย่อมต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ยากจะเยียวยาในท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทว่าอยู่ที่ว่าองค์กรของเราได้เตรียมแนวทางรับมือ เพื่อก้าวข้ามผ่านคลื่นความผันผวนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์นี้ไปได้อย่างมั่นคง|เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนในโลกการเงินยุคใหม่}